พิมพ์หน้านี้
|
บายเซร็ย(บายศรี) เป(กระทง) จวมกรูกำเนิด(กระทงครูกำเนิด) และเครื่องบัตรพลีบูชาในพิธีกรรมเขมร ต้องขอโทษพี่น้องเพื่อนพ้องชาวบล็อคทุกคน ที่สนใจติดตามเรื่องราวของบล็อคบรรณาลัย ซึ่งพักหลังผมเองห่างหายจากการอัพบล็อคไปนาน ถึงอย่างไรก็คงไม่หายไปจากการนำเสนอเรื่องราวในวัฒนธรรมชาวไทยเชื้อสายเขมร แต่อาจจะมีการอัพบล็อคไม่ถี่เท่าครั้งที่ผ่านๆมา ต้องขอเรียนให้ท่านที่ติดตามเรื่องราวของบล็อคบรรณาลัยเพื่อทราบทั่วกันด้วยประการฉนี้ ครับ ..... ขอเข้าเรื่องเลยนะครับ ในครั้งนี้ขอนำเสนอในเรื่องราวในหัวข้อดังกล่าวข้างต้นเพื่อให้เข้าใจถึงการใช้เครื่องบูชาในพิธีกรรมเขมร ซึ่งเครื่องบูชาดังกล่าวมีมากหมายและจำแนกตามพิธีกรรมออกดังต่อไปนี้ บายเซร็ย เป็นภาษาเขมร บาย แปลว่า ข้าว เซร็ย แปลว่า ผู้หญิง บายเซร็ย หมายถึง ข้าวมงคลที่เกิดจากการประดิฐประดอยของผู้หญิงเพื่อเตรียมในงานมงคล บายเซร็ยในพิธีกรรมเขมร นั้นสามารถจำแนกออกเป็น 3 อย่าง คือ บายเซร็ย(บายศรี)ในงานแต่งานของชาวไทยเชื้อสายเขมรที่ปัจจุบันนิยมหันมาทำเป็นบายศรีพานสามชั้นแทนบายเซร็ยเดิม(บายศรีต้น)ที่เคยมีมาเมื่อครั้งสมัยโบราณ ที่มา : http://www.oknation.net/blog/yongyoot/2007/08/04/entry-1 อย่างที่ 1. บายเซร็ยเดิม (บายศรีต้น) ทำจากต้นกล้วยสูงตั้งแต่ระดับหัวคนหรือเลยหัวคนขึ้นไปทั้งนี้ขึ้นอยู่ว่าจะใช้ในพิธีกรรมใด ส่วนใหญ่แล้วจะใช้ในพิธีกรรมงานมงคล เช่น งานขึ้นบ้านใหม่จะทำเป็น 9 ชั้นแล้วคลุมด้วยผ้าไหมทั้งต้นซึ่งจะใช้เพียงต้นเดียววางกลางเสาบ้านเป็นบายศรีประธาน ส่วนบายเซร็ยเดิม ขนาด5ชั้นแต่ละชั้นจวางหาหารคาวหวานผลไม้ปักธูปเทียนรวงข้าวตอกและใบโพธิ์หรือใบพลู นิยมใช้ประดับทิศในประรำพิธีทั้งเเปดทิศในงานพิธีกรรมการไหว้ครู ซึ่งเรี่ยกบายเซร็ยนี้อีกอย่างว่า บายเซร็ยเดิมปรำเบ็ยตึ๊(บายศรีต้นแปดทิศ) หรือในงานอวมงคลก็ยังใช้เช่นงานศพ จะมีบายเซร็ยเดิมโดยทำจากต้นกล้วยสูงเท่าระดับคอคนปักด้วยไม้ใผ่ทำเป็นชั้นเดียวหรือ3ชั้นส่วนยอดปักธูปใบโพธิ์เทียน ต้นหญ้าคา ซึ่งจะทำทั้งหมดสี่ต้นบูชาบริเวณโคนเสาธงเวลายกธง ในงานศพเขมร นอกจากนั้นงานบวชและงานเเต่งงานก็ยังใช้บายเซร็ยแบบนี้โดยจะทำเป็น9ชั้น จะมีการเพิ่มการปักด้ายผู้ข้อมือ(เมาะจองได)เพิ่มขึ้นมาเป็นส่วนประกอบเพื่อใช้ในการผูกข้อมือเรี่ยกขวัญ(เอาปลึงจองได)ซึ่จะทำเพียงต้นเดียว แต่ปัจจุบันไม่ค่อยจะใช้กันแต่จะหันมาทำเป็นบายเซร็ยเถี๊ยะ(บายศรีถาด)หรือบายศรีพานสามชั้นอย่างไทยซึ่งจะทำหนึ่งคู่วางเป้นประธานกลางปะรำพิธี อย่างที่ 2 .บายเซร็ยเถี๊ยะ (บายศรีถาด) จะทำด้วยกาบกล้วยม้วนเป็นวงซ้อนกันตั้งแต่ 3 ชั้น 5 ชั้น 7 ชั้นแล้วประดับด้วยการทำกรวยเย็บติดแต่ละทิศทุกชั้นและวางอาหารคาวหวานแต่ละชั้นและปักรวงข้าวตอก ชั้นบนสุดทำเป็นกระโจมยอดกระดจมปักดอกไม้ และธูป บายศรีแบบนี้ใจใช้เป็นบายศรีประธานภายในงาน เช่น งานศพการถวายข้าวพระพุทธของเขมรต้องมีบายศรีชนิดนี้อยู่ด้วยสองคู่ ปัจจุบันไม่ค่อยเห็นบายเซร็ยชนิดดังกล่าวนี้ อย่างที่ 3. บายเซร็ยจาน(บายศรีปากชาม )จะทำด้วยใบตองเย็บเป็นรูปทรงทำเป็นชั้นตกแต่งด้วยดอกไม้ปักธูปและเทียน นิยมทำเป็นคู่ ใช้บูชาสิ่งศักสิทธิ์ต่างๆซึ่งจะมีขนาดเล้กกว่าบายเซร็ยเถี๊ยะ บายเซร็ย ดังกล่าวนี้ในวัฒนธรรมเขมรนี้ จะใช้บูชาสิ่งศักสิทธิ์ชั้นสูงตามคติพราหมณ์ ที่มีมาแต่โบราณ เป เป็นภาษา แปลว่า กระทงสังเวย ส่วนใหญ่แล้วทำมาจากกาบต้นกล้วยและก้านกล้าวย มี3 แบบ ใช้ในงานพิธีกรรมสำคัญต่างๆ เพื่อเซ่นสังเวยผีเพื่อบอกกล่าวให้การประกอบหรือกระทำพิธีการนั้นๆลุล่วงไปด้วยดี เป บางแบบมีใช้เฉพาะงานเท่านั้น ซึ่งสามารถจำแนกได้ 3 แบบดังนี้ แบบที่ 1. เปจะเม๊าะจรูก (กระทงจมูกหมู) หรือกระทงสังเวยทรงสามเหลี่ยม จะทำจากกาบกล้วยเป็นรูปสามเหลี่ยม ขัดพื้นด้วยไม้ไผ่เพื่อรองวางใบกล้วยสำหรับใส่อาหารคาวหวานเซ่นสังเวยผีตามสี่แยก สามแยก หรือสถานที่ศักสิทธิ์ แบบที่ 2. เปโบนจรุง(กระทงสี่เหลี่ยม) ทำจากกาบกล้วยเช่นกัน เป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัตขนาดใหญ่ตรงกลางจะขัดทำเป็นช่องขนาดเท่าๆกัน 8 ถึง 12 ช่อง เพื่อวางอาหารตามทำเนียมของพราหมณ์ ละจะมีการปักประดับรูปทงสามเหลี่ยมตามอายุ และรูปคน เปแบบดังกล่าวนี้จะใช้ในพิธีกรรมการแกกรั๊ว(สะเดาะเคราะห์)เท่านั้น แบบที่ 3 เปจืง(กระทงมีขา) ทำจากกาบกล้วยในส่วนที่เป็นชั้นกระทงส่วนที่เป็นขาจะใช้ก้านกล้วยใช้สามขาหรือสี่ขาขึ้นอยู่กับรูปทรงตัวกระทงที่ใช้ ส่วนใหญ่แล้วมีแค่ชั้นเดียว ภายในกระทงใส่เครื่องสังเวยบูชา เปแบบนี้ใช้ในพิธีกรรมมม็วต(แม่มด)เป็นส่วนใหญ่ จะใช้ในช่วงพิธีการกาบเปในการปัญโจลมม็วต(เข้าทรงแม่มด) เป ส่วนใหญ่แล้ว เป็นกระทงเครื่องสังเวยบูชา เทพ ชั้นรองลงมา และผี ในพิธีกรรมเขมร นอกจากนั้นแล้วเครื่องบัตรพลีบูชาในพิธีกรรมเขมรอีกอย่างหนึ่งที่ทุกคนต้องมีเพื่อเป็นเครื่องบูชาประจำตัวมาตั้งแต่เกิดตามลักษณะการเกิดขึ้นมาของคนคนนั้นซึ่งต้องมีผู้ทำคลอดเรี่ยกว่า จม๊อบ(หมอตำแย)และกรูมม็วต(ครูแม่มด)เป็นผู้สั่งชี้แนะการทำ เครื่องบูชาดังกล่าวนี้เรี่ยกว่า จวมกรู( กระทงบูชาครู)จวามกรุแบ่งออกเป็น 2ประเภทจวมคือ จวมกรูประเจิตระมูลของเขมร ที่มาภาพ ;http://www.khmerenaissance.info/beliefs_custome/kroukamneut.html จวมกรูมม็วตทำด้วยลูกมะพร้าวป้กประดับด้วยใบตาลตัดลายนกสานและดอกจำปีใช้ในพิธีกรรมการปัญโจมมม็วต(เข้าทรงเเม่มด) ประเภทแรก กรูกำเนิด(กระทงครูกำเนิด) ซึ่งมี 5 แบบด้วยกัน แบบที่ 1. จวมโบน แปลว่า กระทงสี่ เมื่อเด็กเกิดมาทุกคนต้องมีการทำแล้วนำไปวางที่หน้าประตูบ้านหรือบริเวณบ้าน โดยกระทงแบบนี้ทำจากกะลามะพร้าวแบบง่ายๆในกระลาทาด้วยขมิ้นแล้วโรยดินลงไปใส่ด้วยใบพลู บุหรี่ หมาก ธูป เทียน จวมแบบนี้เสมือนทำชั่วคราวไว้ก่อนเมื่อมีเด็กเกิดมาหลังจากนั้นจึงค่อยทำขึ้นใหม่ให้สวยงามตามคำชี้แนะของ จม๊อบ(หมอตำแย)และกรูมม็วต(ครูแม่มด) แบบที่ 2. จวมกรู เป็นแบบของคนทั่วๆไปมีการเกิดแบบปกติไม่มีความพิสดารใดๆ ลักษณะจวมจะเป็น กระทงควั่นทำจากไม้เป็นรูปสถูปสามชั้นทาขมิ้นให้เหลืองแต่ละชั้นปักประดับด้วยใบลำดวนม้วนเรี่ยกว่า ขนัร จนครบสามชั้น ตรงยอดปักด้วยหมากแห้ง และรอบจวมจะปักประดับด้วยใบตาลตัดฉลุลายอย่างสวยงามพร้อมนกสานติดที่ปลายใบตาลที่ตุดฉลุลายสี่ตัว ถัดมาด้านนอกสุด จะประดับด้วยการเย็บใบตองประดับสี่มุม แบบที่ 3. จวมกรูสนม เป็นของคนที่เกิดมาโดยมีสายรกพันรอบศรีษระเชื่อว่าเป็นบุคลที่มีฤธานุภาพมาก ลักษณะจวมกรูสนมแบบนี้จะทำแบบเดียวกับจวมกรูข้างต้นแต่ส่วนยอดจวมกรูสนมจะเย็บผ้าสีแดงทำเป็นหมวกหรือฉัตร แบบที่ 4. จวมกรูสังวาล เป็นของคนที่ เกิดมาแล้วมีสายรกพันลำตัวเฉียงบ่า เชื่อว่าเป็นบุคลที่มีฤธานุภาพมาก จวมกรูสังวาล จะเป็นแบบเดียวกับจวมกรูธรรมดาแต่จะมีด้ายสีแดงพันรอบจวมกรูสังวาล แบบที่ 5. จวมกรูปะเจิตระมูล เป็นของคนที่ เกิดมาแล้วมีสายรกพันเป้นเกลียวรอบเอว เชื่อว่าเป็นบุคลที่มีฤธานุภาพมาก จวมกรูสังวาล จะเป็นแบบเดียวกับจวมกรูธรรมดาแต่จะใช้เทียนเกลียวพันรอบจวมกรูสังวาล ประเภทที่สอง จวมกรูมม็วต(กระทงแม่มด)มีแบบบเดียว จะทำจากลูกมะพร้าวสดปอกเปลือกทาสีเหลืองทำเป็นสถูปทำเช่นเดียวกับจวมกรูที่กล่าวมาข้างต้นจะใช้ในการตั้งบูชาการปัญโจลมม็วต(เข้าทรงแม่มด)บุคคลที่จะใช้ตั้งบูชาร่วมจวมกรูกำเนิดจะต้องได้มาซึ่งผ่านการเล่นมม็วตจึงมีตั้งใว้เป็นของบูชาประจำบ้านเรือนได้ จวมกรูต่างๆนี้ส่วนใหญ่แล้วเป็นกระทงเครื่องบูชาครูที่ให้กำเนิดมีความเกี่ยวข้องในเรื่องการเกิดและพิธีกรรมการปัญโจลมม็วต(การเข้าทรงรักษาโรค)ของคนไทยเชื้อสายเขมร เครื่องบูชาประเภทถัดมาในแบบฉบับของชาวเขมรคือ ซลาเถือร(หมากธรรม) ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเครื่องบูชาเทพในคติพื้นบ้านเช่นบูชาผี บูชาทางพระพุทธศานา บูชาทางพิธีพราหมณ์ โดยมีการทำเพื่อบูชาที่แตกต่างกันออกไป ตามพิธีกรรม สามารถจำแนกได้ 3 แบบ สังเกต ซลาเถือร(หมากธรรม)วางข้างจวมกรูกำเนิด ใช้ในพิธีกรรมปัญโจลมม็วต ที่มาภาพ ; http://www.khmerenaissance.info/beliefs_custome/kroukamneut.html สังเกต ซลาเถือร แบบที่ 2 ใช้ในพิธีกรรมไหว้ครูการปัญโจลมม็วต(เข้าทรงแม่มดเขมร) ซลาเถือร(หมากธรรม)ที่วางเซ่นบนบ้านในเรือนหอเจ้าบ่าวเจ้าสาวในพิธีกรรมเเซนการ์(แต่งงานเขมร) แบบที่ 1. ใช้บูชาในทางศานาพระพุทธศานาพิธีพราหมณ์ ซลาเถือร(หมากธรรม)จะทำจาก ก้านกล้วยปักธูป เทียน และใบไม้ ทำเป็นคู่ บูชาสิ่งศักสิทธิ์ แบบที่ 2. ใช้บูชาในพิธีกรรมการปัญโจลมม็วลบูชาครู ทำจากหน่อกล้วยตัดเป็นแว่นปักใบขนุน มักจะใช้บูชาเป็นคี่ แบบที่ 3 . ใช้ในพิธีกรรมศพ โดยทำขึ้นจากต้นกล้วยขนาดใหญ่ตัดเป็นเเว่นปักประดับด้วยใบโพธิ์ ปักธูป เทียน วางบริเวณที่นอนของคนตายที่เคยใช้ นอกจากนั้นยังมี แบบที่ 4 คือการทำจากลูกมะพร้าว ปักประดับด้วยใบขนุน ธูป แต่ไม่ทราบว่าใช้ในพิธีกรรมใด ซลาเถือร เป็นเครื่องบูชาในพิธีกรรมทั่วๆไปไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมทางศาสนา พิธีกรรมความเชื่อในการตาย และพิธีกรรมความเชื่อในการเข้าทรง เครื่องบูชาสุดท้ายในพิธีรรมชาวไทยเชื้อสายเขมร คือ เสรากันจือ (ข้าวกระบุง)หรือ เสรากะเพ๊าะ(กะเพ๊าะจะมีขนาดเล็กกว่ากระบุง) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมีลักษณะคล้ายๆกัน อันได้แก่ เสรากันจือ(ข้าวกระบุง)ใช้ในพิธีกรรมเซ่นกลางปะรำพิธีหรือบนบ้าน เสรากันจือใช้ในพิธีกรรมงานศพ และเสรากันจือที่ใช้ในพิธีกรรมแต่งงานกลางปะรำพิธี ที่มาภาพ: http://www.khmerenaissance.info/beliefs_custome/srove_kanchoe.htm เสรากันจือ(ข้าวกระบุง)วางหินลับมีด วางไว้บริเวณบันไดบ้านในพิธีกรรมล้างเท้าในงานแซนการ์(แต่งงานเขมร) เสรากันจือ(ข้าวกระบุง)หลังจากคู่เจ้าบ่าวเจ้าสาวขึ้นบันไดบ้านไปเสรากันจือนี้จะต้องเขี่ยให้ข้าวหก แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ แบบที่ 1. ในกะเพ๊าะจะบรรจุข้าวเปลือกเต็มวางหินลับมีดบนข้าวสาร และขวาน เงิน นิยมใช้วางบริเวณบันไดเวลาขึ้นบ้านใหม่หรืออาคารใหม่ต่างๆ งานเเต่งงานก่อนจะก้าวขึ้นบ้าน แบบที่ 2. เป็นลักษณะเดียวกันกับแบบแรกแต่มีการเพิ่มการวางใข่สุกข้าวสุก และกรวยดอกไม้ ซึ่งจะไม่วางที่บันไดบ้านเหมือนแบบเเรกแต่จะวางกลางประรำพิธี ไม่ว่าจะเป็นงานเเต่ง และงานพิธีปัญโจลมะมม็วตเท่านั้น แบบที่ 3 .มีลักษณะเดียวกันกับแบบที่แบบที่หนึ่งที่สองแต่จะมีการวางเคียวเกี่ยวข้าว ปักธูป เทียน ใบพลู ซลาเถือร(หมากธรรม) ข้าวสารในถ้วย เเละเครื่องเซ่นต่างๆนิยมใช้ในพิธีกรรมงานศพ เครื่องบูชาชนิดต่างๆแบบเขมรปัจจุบันยังมีให้พบเห็นบ้างในพิธีกรรมที่สำคัญในสังคมคนไทยเชื้อสายเขมร แต่บางอย่างก็กำลังจะหายเเละลืมเลือน ถูกแทนที่ด้วยเครื่องบูชาเซ่นสังเวยแบบสากลนิยมตามวัฒนธรรมหลัก มีปัจจัยหลายปัจจัยที่ทำให้ความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับวัฒนธรรมการใช้เครื่องบูชาของคนไทยเชื้อสายเขมร กำลังจะหดหายลืมเลือนและเลือนลางไปในวิถีสังคม และต้องยอมรับในความเปลี่ยนแปลงแห่งวิถีการบูชาในแบบธรรมเนียมเขมรโบราณ แม้จะสืบทอดและอนุรักษ์ไว้แต่ก็ต้องถึงคราวเลือนหายไปเป็นอนิจจัง ข้อมูลประกอบการเขียน สันธนะ ประสงค์สุข."ชีวิตและวัฒนธรรม: บายสีในพิธีกรรม".วารสารเมืองโบราณ ปีที่ 30 เล่มที่ 1มกราคม-มีนาคม 2547:138 - 143 . มงกุฏ แก่นเดียว."กรู(ครู-เขมร) : ความเชื่อ".สารานุกรรมวัฒนธรรมไทยภาคอีสานเล่ม 1 (2542):80-83. มงกุฏ แก่นเดียว."จวม(กระทงบูชา-เขมร) : ความเชื่อ".สารานุกรรมวัฒนธรรมไทยภาคอีสานเล่ม 3 (2542):863-864. |
| ปราสาทวรภัทร | ||
ปราสาทวรภัทรเป็นปราสาทอิฐจำลองสร้างเลียนแบบร่วมสมัยปราสาทแบบเขมรรุ่นเก่าสมัยเจนละผสมผสานศิลปะเขมรสมัยพระนคร ซึ่งสร้างทับสถานที่ที่เคยสร้างปราสาทจำลองที่ชื่อว่าปราสาทสนอลึงค์ที่พังทลายไปเมื่อปี 2550 แ |
||
|
View All |
||
| รองแง็ง | ||
ศิลปะการเต้นรำของชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ผมได้มีโอกาสไปชมการแสดงนี้ที่ทางคณะผู้เเสดงได้เดินทางมาเเสดงตามคำเชิญของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินทร |
||
|
View All |
||
| << | ธันวาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||