พิมพ์หน้านี้
|
ปันโจลมม็วตการรักษาโรคด้วยความชื่อและดนตรีในวิถีเขมรอีสานใต้ ฤดูกาลผันเปลี่ยนจากฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าว ผ่านพ้นเข้าสู่ฤดูกาลว่างเว้นจากการทำไร่ไถนาในสังคมชาวไทยเชื้อสายเขมรนั้นให้ความสำคัญเกื่ยวกับความเชื่อ วิถีแห่งการประกอบกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน ซึ่งในความเป็นจริงล้วนเผชิญกับอุปสรรคต่างๆนานา ความเชื่อที่ว่าด้วยการรักษาโดยการนำเอาดนตรีกับความเชื่อมาผนวกเข้าด้วยกันถือเป็นกุสโลบายวิถีแห่งวิธีการที่สอดแทรกและหาหนทางการนำเนิดสู่การวินิจฉัยสิ่งที่เหลือเชื่อหรือเกินความคาดหมาย ที่อาจจะไม่ล่วงรู้มาก่อนในการรักษาโรคหรือพยาการณ์ การใช้ศาสตร์ทางดนตรีมาผนวกเข้ากับความเชื่อ นอกจากการรักษาทางยาที่มีมาแล้ว สิ่งนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญในสังคมยุคสมัยโบราณที่ห่างไกลความเจริญความก้าวยังเข้ามาไม่ถึง ถือเป็นสิ่งที่ขาดมิได้เป็นอย่างยิ่ง มม็วตกำลังเข้าทรงหรือที่เรี่ยกว่า ปัญโจล ปัญโจล แปลว่า การเข้าทรง , มม็วต แปลว่า แม่มด , ปัญโจลมม็วต (ปัน - โจล - มะ - ม็วด) หมายถึงการ เข้าทรงแม่มด อันมีวัตถุประสงค์เพื่อทำการรักษาโรค หรือการ แสดงการขอบคุณ บนบานสานกล่าวจากการกระทำอันใด ล่วงเกินโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ในสังคมชาวเขมรอีสานใต้ การละเล่นดังกล่าวนี้พบอยู่ทั่วไปในสังคมชาวไทยเชื้อสายเขมรมีมาตั้งแต่สมัยใดไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด เข้าใจว่าน่าจะมีแบบแผนมาจากความเชื่อไม่น้อยกว่าสมัยอาณาจักเขมรรุ่งเรือง การปัญโจลมม็วตนี้แม้หากล่วงมากว่าหลายร้อยพันปี การละเล่นดังกล่าวในสังคมชาวไทยเชื้อสายเขมรก็มิได้เลือนหายตายจากไป ถึงแม้เทคโนโลยีทางการเเพทย์ก้าวหน้าสุดขีดจนเพียงใด แต่ความเชื่อที่ถือเป็นภูมิปัญญาของชาวไทยเชื่อสายเขมรในการรักษาโรคในรูปแบบนี้ก็มิถูกลบล้างออกไปจากบทบาทแห่งวิทยาการทางการเเพทย์ที่ทันสมัย แต่ยังคงเดินทางก้าวขนาดควบคู่กับการรักษาในรูปแบบทางการแพทย์ที่ทันสมัยที่เรี่ยกว่าแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนโบราณ สุดท้ายความเชื่อดังกล่าวอาจเรี่ยกได้ว่าเป็นการรักษาในรูปแบบแพทย์แผนทางเลือกที่เกิดจากความเชื่อที่เกินจะอธิบายในความลึกซึ้งความเข้าใจถ่องแท้ในขนบความเชื่อดังกล่าว ได้ เรื่องเล่าเกี่ยวกับการรักษาโรคด้วยความเชื่อและดนตรีนั้นเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อที่คนต่างถิ่นนอกเหนือจากคนในสังคมชาวไทยเชื้อสายเขมร เห็นว่าเป็นเรื่องที่เกินที่จะเป็นไปได้เป็นเรื่องที่งมงาย ซึ่งเป็นสิ่งที่อธิบายได้อยากมากๆเพราะเป็นในเรื่องสิ่งที่เหนือจากกฎธรรมชาติ การปัญโจลมม็วต นิยมเล่นหลังจากฤดูกาลเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ อยู่ในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ - กลางเดือนเมษายน การเล่นนอกเหนือจากฤดูกาลดังที่กล่าวอาจเป็นเพราะความฉุกลหุกเร่งด่วนจากการบนบานสานกล่าวหรือความต้องการในการคาดการณ์หรือพยากรณ์จากแม่ครูหรือผู้พยากรณ์อวุโสในชุมชนนั้น การเตรียมการในพิธีการนี้เริ่มต้นล่วงหน้าหลายวันโดยนับวันหลักๆรวมได้สามวัน คือวันเเรกก่อนวันได้ฤกธิ์ต้องมีการเตรียมการจัดเเจงข้าวของเชิญเเขกญาติคณะแม่มดที่เคยผ่านการปัญโจลแม่มดในเครือญาติต้องเซิญมาให้หมดเท่าที่จะทำได้ วันที่สองคือวันได้ฤกธิ์หรือวันจริงเจ้าภาพ บรรดามม็วตที่กำลังฟ้อนรำกลางปะรำพิธีมม็วตในร่างทรง ร่างทรงมม็วตในวัยแม่เฒ่าที่ต้องทำหน้าที่ฟ้อนรำในพิธี ท่ารำซาร์ปดาน(การรื้อปะรำ)ท่ารำสุดท้ายในพิธีกรรมมม็วต และเเขกต้องเตรียมปลูกปะรำที่บริเวณลานบ้านและเตรียม เครื่องบัตพลีในพิธีกรรมที่เรี่ยกว่า จวมกรู สำหรับไหว้ครูมาจัดวางกลางปะรำพิธีให้เรียบร้อย หลังจากนั้นได้เวลา เครื่องบัตรพลีที่เรียกว่า จวมกรู ที่จะขาดไปเสียมิได้ เครื่องเซ่นไหว้ผีหรือไหว้ครูนอกปะรำพิธี ประมาณพลบค่ำหกโมงเย็นถึงสองทุ่มหรือกินเวลาไปถึงสามทุ่มเหล่าบรรดาคณะดนตรีกันตรึม หรือคณะหมอแคน คณะฆ้องกลอง จะทำการประโคม บรรเลงเพลงอัญเชิญ ร่างทรงให้มาประทับที่ร่างทรงของแม่มดเจ้าภาพ ตามด้วยเหล่าแม่มดที่เคยผ่านพิธีการปัญโจลมม็วตมาร่วมฟ้อนรำ หลังจากการเตรียมพร้อมเข้าทรงเรียบร้อยทั้งหมู่คณะเเล้วแม่มดทุกคนจะร่วมกันฟ้อนรำรอบจวมครูหรือเครื่องบัตพลีที่วางกลางปะรำด้วยท่วงท่าและบทเพลงตามแบบฉบับเขมรอีสานใต้ โดยใช้ท่า กั๊จปกา(การเด็ดดอกไม้ไหว้ครู)อันเป็นท่าไหว้ครู ตามด้วย ท่าจักจะเวีย อมตู๊ก(ท่าพายเรือ) ท่าซาร์ปดาน(ท่าลาหรือรื้อปะรำ)เป้นการสิ้นสุดการละเล่น โดยมีการปัญโจลและฟ้อนรำทั้งคืนจนถึงรุ่งเช้าเวลา แปดโมงเช้า จึงสิ้นสุดการละเล่นดังกล่าว การรำในท่าอมตู๊ก(พายเรือ)หนึ่งในสี่ท่ารำพิธีปัญโจลมม็วตซึ่งบางชุมชนใช้เครื่องดนตรีในวัฒนธรรมอีสานตอนบนมาบรรเลงเป็นกลุ่มเครื่องบรรเลง หนึ่งในสามกลุ่มเครื่องบรรเลง แต่ยังคงซึ่งทำนองการบรรเลงแบบเขมร พิธีการอุ้มกระเซอตะออ ระหว่างการรำอมตู๊ก(พายเรือ) เป็นการแสดงการขอบคุณ ดนตรีสมัยก่อนมีเพียงแค่กลอง ฆ้อง คนเจรียง อย่างละคน เท่านั้น แต่แถบจังหวัดสุรินทร์มีการใช้ ซอหรือตรัว ปี่อ้อ เข้ามาประสมวง และได้รับเอาการใช้แคนในวัฒนธรรมของสาวอีสานตอนบนมาใช้ด้วย จึงเกิดการผสมผสาน ซึ่งบทเพลงที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นทำนองดังเดิมในวัฒนธรรมเขมรอีสานใต้เป็นสำคัญ สมัยเมื่อ 17- 18 ปีก่อน ป้าญาติผู้ใหญ่ป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านมข้างขวารักษาทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนโบราณ จนหมดทางเลือกเกินที่จะเยียวยา รักษาร่วมหลายปี ในช่วงชีวิตสุดท้ายจึงปรึกษาหารือกับทางญาติพี่น้องตัดสินใจหยุดการรักษาในแพย์แผนปัจจุบันหันมาได้ความเชื่อเเละดนตรีที่มีมาในสังคมชาวไทยเชื้อสายเขมรซึ่งเป็นวิธีการสุดท้ายในการเยียวยารักษา ในขณะนั้นตัวคนไข้เองไม่สามารถลุกและยกแขนยกขาได้เลยได้แต่เพียงนอนรอวันสุดท้ายของลมหายใจไม่เคยมีวันไหนที่จะยกแขนตัวเองได้อย่างคนปกติ แต่มาวันที่จัดพิธีกรรมการปัญโจลมม็วตให้ปรากฏว่าแม้แต่ตัวคนไข้เองที่นอนขยับอะไรไม่อยู่บนบ้านสารมารถขยับแขนยกแขนได้เองเยี่ยงคนปกติอย่างเหลือเชื่อญาติพี่น้องต่างดีใจ พิธีกรรมดังกล่าวดำเนินต่อไปโดยมีตัวเเทนและแม่ครูทำพิธีและคณะบรรเลงดนตรีประโคมการปัญโจล กระทั่งเวลา สามทุ่มคนไข้ที่นอนอยู่บนบ้านได้ยินเสียงการประโคมดนตรีอันไพเราะสามารถที่จะยกแขนขึ้นมาทำท่าฟ้อนรำชูไม่ชูมือ อย่าประหลาดใจ มองที่แววตาสีหน้าดูร่าเริงสดชื่น พอรุ่งเช้าสามารถ หยิบจับขยับเเขนได้เป็นปกติ แม้การจัดพิธีกรรมดังกล่าวล่วงเลยเลิกราไปกว่าหนึ่งเดือน คนไข้สามารถใช้มือหยิบจับสิ่งของได้เองเป็นปกติ จนกระทั่งลมหายใจเฮือกสุดท้ายสิ้นลงด้วยโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาที่เหลือเชื่อไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรกันเเน่ แต่นี่มิใช่เป็นเหตุการณ์เดียวในลักษณะนี้จากการใช้พิธีกรรมการปัญโจลมม็วตเข้ามาเกี่ยวข้องในการรักษา แต่มีปรากฎการณ์หลายอย่างเช่นเดียวกับการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวหลายเหตุการณ์ที่ทุกคนเองโดยเฉพาะคนในสังคมวัฒนธรรมเขมรอีสานใต้ถือว่าพิธีกรรมการปัญโจลมม็วตเป็นพิธีกรรมการรักษที่บรรพษุรุษสั่งสมสืบทอดและถ่ายทอดแก่ลูกหลานมา ทั่วคนทุกบ้านต้องมีมม็วตในสายตระกูลประจำตระกูล ที่มา : ปันโจลมม็วตดนตรีรักษาโรค วารสารเมืองโบราณ ปีที่ 33 ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม 2550 หน้า 104 - 109 |
| ปราสาทวรภัทร | ||
ปราสาทวรภัทรเป็นปราสาทอิฐจำลองสร้างเลียนแบบร่วมสมัยปราสาทแบบเขมรรุ่นเก่าสมัยเจนละผสมผสานศิลปะเขมรสมัยพระนคร ซึ่งสร้างทับสถานที่ที่เคยสร้างปราสาทจำลองที่ชื่อว่าปราสาทสนอลึงค์ที่พังทลายไปเมื่อปี 2550 แ |
||
|
View All |
||
| รองแง็ง | ||
ศิลปะการเต้นรำของชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ผมได้มีโอกาสไปชมการแสดงนี้ที่ทางคณะผู้เเสดงได้เดินทางมาเเสดงตามคำเชิญของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินทร |
||
|
View All |
||
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||