พิมพ์หน้านี้
|
ปราสาทอิฐดินเผาเล็กที่สุดในโลก ภูมิปัญญาจากบรรพชน เรื่องปราสาทอิฐดินเผาขนาดเล็กนี้ เคยนำเสนอแล้วในบล็อกนี้ http://www.oknation.net/blog/yongyoot/2007/07/26/entry-1 สืบเนื่องมาจากความหลงใหลในความงามของปราสาทหินเขมรสมัยโบราณ ที่ข้าพเจ้าเองมีความหลงใหลและสนใจกระทั่งศึกษาเรื่องราวทั้งประวัติศาสตร์ รูปภาพ ต่างๆ และส่วนประกอบที่เกี่ยวโยง การได้สัมผัส ได้ทำในสิ่งที่รักนั้นมันเป้นสิ่งที่ช่างมีความสุขอย่างสุดแสนจะพรรณา ความสำเสร็จที่เกิดจากผลงานเช่นนี้ เมื่อได้นั่งชมผลงานท่วมกลางธรรมชาติแล้ว มันช่างมีความสุขเหลือแสน แต่ในทางกลับกันสังคมชนบทกลับมองว่าสิ่งที่กระทำอันเกิดจากผลงานชิ้นนี้เป็นเพียง วัตถุที่ทำขึ้นมาทำไม เพื่ออะไร เป็นบ้าหรือ แม้กระทั่ง คนใกล้ตัวยังมองว่า ทำไปทำไมไม่เห็นจะขายได้จะขยันทำไปเพื่ออะไร แต่นี่เป็นสิ่งที่คนอย่างนักสร้างผลงานเช่นนี้เจอแต่ความเข้าใจในการที่จะสร้างผลงานที่สื่อออกมาถึงความรักและความคลั่งในอารยธรรมแห่งบรรพชน จนเป็นเหตุ ทำมาซึ่งผลงานชิ้นนี้ ผลงานชิ้นนี้มิใช่เพียงผลงานชิ้นแรกที่ถูกบรรจงสร้างขึ้นโดยใช้ระยะเวลาและกระบวนการสร้างแต่ละครั้งนานหลายเดือน หรือร่วมปี ผลงานเช่นนี้ ถูกคิดค้นศึกษาเทคนิค ภาพ จากที่ต่างๆมากมาย จนออกมาเป็นปราสาทอิฐขนาดเล็กที่สุด ปราสาทอิฐที่ข้าพเจ้าสร้างมาแล้วมากมายหลายหลัง แต่ด้วยกรรมมวิธีการประสานอิฐที่ใช้โคนในการประสานซึ่งไม่ทนต่อฝนเมื่อโดนฝนและไม่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีปราสาทเหล่านี้จึงพังทลายลงไป ก่อนจะมีปราสาทหลังนี้เคยมีปราสาทที่ข้าพเจ้าสร้างมาในลักษณะนี้มาแล้วนับกว่าห้าสิบหลังเท่าที่จำได้ซึ่งส่วนใหญ่ จะสร้างเเล้วดูแลรักษาไม่ดีพังบ้างแล้วสร้างใหม่ โดยเพาะหน้าฝนถ้าดูแลไม่ดีโดนฝนก็พัง ปราสาทที่เป็นชิ้นโบแดง เหลือแค่ซากซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงสองแห่งคือปราสาทที่ข้าพเจ้าตั้งชื่อว่า ปราสาทเกรียง และปราสาทสนอลึงค์หรือ ปราสาทวรภัทรหลังจากนั้นได้วางมือจากการสร้างไปเกือบ 6 ปี และเมื่อสองปีให้หลังได้กลับมาสร้างปราสาทสนอลึงค์หลังจากนั้นปราสาทแห่งนี้ได้พังทลายลงปีถัดมาปี 2551 ได้กลับมาสร้าง ปราสาทวรภัทรทับที่เดิมที่เคยสร้างปราสาทสนอลึงค์อันเป็นปราสาท ปราสาทอิฐขนาดเล็ก ที่ถูกคิดค้นเทคนิคเลียนแบบการสร้างการมาแล้วกว่า 10 ปี ที่สวยงามดังปัจจุบัน ปราสาทขนาดเล็กที่สุดที่ผมเก็บภาพมานำเสนอพี่น้องชาวบล็อคครั้งนี้เป็นผลงานการสร้างชิ้นสุดท้าย ปี 2551 ทุ่มกำลังเเรงสร้างใช้เวลา 1 เดือนเต็ม ระหว่างเดือนมีนาคม - ปลายเดือนเมษายนตลอดกระบวนการที่ซับซ้อน และอากาศที่ทรหด และเมื่อเสร็จสิ้น ปราสาทแห่งนี้ผมได้ขนานนามว่า ปราสาทวรภัทร ซึ่งหมายถึง ปราสาทที่สิงสถิตของสิ่งศักดิ์แห่งภูเขา โดยจำลองเนินดินเตี้ยๆเสมือนประหนึ่งภูเขา ปราสาทวรภัทร สร้างทับบนพื้นที่เดิมที่เคยสร้างปราสาทสนอลึงค์ที่พังทลายไปเมื่อ ปี 2550 ปรางค์ปราสาทถูกสร้างขึ้นใหม่ รูปแบบผังปราสาทซับซ้อนเท่าที่สร้างมา เพราะปราสาทหลังก่อนๆ สร้างบนพื้นราบมีฐาน มีจำนวนปรางค์หลังเดียวโด่ๆและองค์ประกอบบางส่วนต่อเดิมภายหลัง เช่นระเบียง ทางเดิน บรรณาลัย แต่การสร้างผลงานชิ้นนี้ครั้งนี้สร้างบนเนินดิน โดยองค์ประกอบที่อยากที่สุดคือการสร้างขั้นบันไดขึ้นสู่ตัวปรางค์ปราสาท ที่ต้องเผาก้อนอิฐเล็กๆ ถึง 200 กว่าก้อน ปรางค์ปราสาทสร้างด้วยอิฐดินเผากว่า 150 ก้อน สลักและขึ้นรายละเอียดระหว่างก่อและบางส่วนสลักหลังเสร็จสิ้นการสร้างปรางค์ทั้งหลัง รายละเอียดการสลักบางส่วนสลักบนก้อนอิฐดิบที่ยังไม่เผาจากนั้นจึงนำไปเผาเพราะรายละเอียดที่สลักมากต้องใช้เวลารวดเร็วการเเกะบนอิฐดิบใช้เวลาสั้นและง่ายกว่าการเเกะบนอิฐสุขที่ผ่านการเผาแล้ว และรายละเอียดที่ประดับตกแต่งเช่น ทับหลัง ทวารบาล สิงห์ พญานาค โคนนทิ เสานางเรียง ใช้การปั้นด้วยมือแล้วนำไปเผา ทางดำเนิน(เพลาดำเนิร)ขึ้นสู่ปรางค์ปราสาทวรภัทร ทางดำเนินด้านล่างที่สร้างด้วยก้อนอิฐปูลาดยาวสองข้างยกไหล่ทางสูงปักประดับด้วย ไนจุมมวล (หลักนางเรียง)
เพลาดำเนิร(ทางดำเนิน)ขึ้นสู่ปรางค์ปราสาทปักประดับด้วยเสานางเรียง(ไนจุมมวล)ข้างละ 14 ต้น ทางเชื่อมต่อระหว่างทางดำเนินและเลียนปกาฉูก(ลานดอกบัว)สองข้างลานดอกบัวขนาบสองข้างด้วยนาคราช(เนี๊ยคเรี๊ยศ) เปรี๊ยะโก(พระโคหรือโคนนทิ)ที่นำมาจากปราสาทเกรียง บันไดทางขึ้นทั้ง 7 ชั้นที่เชื่อมระหว่างลานดอกบัวสองข้างบันไดประดับด้วยสิงห์ปั้นหน้าตาคล้ายสุนัข นาคที่ราวบนลานดอกบัวข้างซ้ายและสิงห์ที่หน้าตาคล้ายสุนัขเลียนแบบสิงห์แบบสมโบร์ไพรกุก เป็นรูปปั้นที่มีมาตั้งแต่สร้างปราสาทสนอลึงค์ ลานดอกบัวบนลานบันไดชั้นที่เจ็ดเป็นที่ตั้งศิวะลึงค์เจ็ดองค์นำมาหอศิวะจากปราสาทเกรียง และอัฒจัฒน์รูปดอกบัวบริเวณฐานบันไดปราสาทสนอลึงค์ปัจจุบันได้ขยายฐานปราสาทวรภัทรและทับรอยสลักอัฒจัฒน์ดังกล่าวไปแล้ว ปรางค์ปราสาทวรภัทรแทนที่ปรางค์ปราสาทสนอลึงค์ที่พังทลายไปและฐานบันไดชั้นแรกซึ่งเป็นฐานเก่าของปราสาทสนอลึงค์ กรอบประตูและเสากลมรองทับทับหลังและวงโค้งหน้าบันที่ใช้การสลักลงบนอิฐสุขของปรางค์เลียนแบบศิลปะเขมรสมโบร์ไพรกุก หน้าบันวงโค้งรูปพวงมาลัยที่เชื่อมจรตขอบเชิงชายยอดปราสาทและยอดปราสาทแต่ละชั้นจะสลักเลียนแบบเสาเครื่องไม้และที่มุมยอดปราสาทปั้นทำเป็นทรงปราสาทขนาดเล็กประดับมุม
ปรางค์ปราสาทวรภัทรมุมตะวันตกและเหนือและตัวปรางค์ด้านทิศเหนือสลักเป็นช่องรับระบายอากาศและสลักเป็นประตูหลอก ปรางค์ปราสาทที่เป็นสีอิฐเข้มเกิดจากการทากรวดฝน ยอดปรางค์ปราสาทวรภัทรที่ใช้ยอดปรางค์เดิมของปราสาทสนอลึงค์ที่พังทลายไปที่ยอดนำตะกั่วมาหล่อทำเป็นยอดฉัตรและปราสาทประดับมุมยอดปราสาทวรภัทร ผนังตัวปรางค์ทางด้านทิศตะวันออกเจาะสลักเลียนแบบเอาอย่างหน้าต่างเครื่องไม้และฐานใหม่บนฐานที่เคยเป็นฐานเดิมของปราสาทสนอลึงค์มีการเพิ่มเติมเปลี่ยนรูปเป็นฐานสี่เหลี่ยม สันและผนังปรางค์ปราสาทที่สลักแต่ละด้านไม่เหมือนกันและมองลงไปด้านล่างเห็นทางดำเนิน ในที่สุดปราสาทวรภัทรผลงานชิ้นนี้ก้ไม่ต่างอะไรกับปราสาทหลังก่อนๆ ที่ต้องจบฉากลงด้วยการขาดการเลียวแลเพราะภาระกิจหน้าที่.......และแล้วปราสาทชิ้นงานนี้ขาดการดูแลที่ดีจึงจบลงด้วยการพังทายลงเหลือทิ้งไว้แค่ซากในอีกเวลาอันใกล้นี้ ปราสาทอันเป็นภูมิปัญญาความบ้าคลั่งหลงใหลในอารยาธรรมของบรรพชนหลังนี้คงเป็นหลังสุดท้ายที่ข้าพเจ้าคงจะมิได้รังสรรค์ขึ้นมาอีก เฉกเช่นความดับเเละเสื่อมแห่งผลงานความยิ่งใหญ่ของบรรพชนที่ถูกทิ้งร้างและเป็นเพียงอณุสรน์ให้อนุชนรุ่นหลังได้ชื่นชม |
| ปราสาทวรภัทร | ||
ปราสาทวรภัทรเป็นปราสาทอิฐจำลองสร้างเลียนแบบร่วมสมัยปราสาทแบบเขมรรุ่นเก่าสมัยเจนละผสมผสานศิลปะเขมรสมัยพระนคร ซึ่งสร้างทับสถานที่ที่เคยสร้างปราสาทจำลองที่ชื่อว่าปราสาทสนอลึงค์ที่พังทลายไปเมื่อปี 2550 แ |
||
|
View All |
||
| รองแง็ง | ||
ศิลปะการเต้นรำของชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ผมได้มีโอกาสไปชมการแสดงนี้ที่ทางคณะผู้เเสดงได้เดินทางมาเเสดงตามคำเชิญของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินทร |
||
|
View All |
||
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |