พิมพ์หน้านี้
|
การแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมหลายฉบับ ที่ดำเนินการโดยรัฐบาลผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครัฐบาลในขณะนี้ และได้รับการต่อต้านคัดค้านอย่างกว้างขวางจากประชาชนนั้น เหตุผลที่ยกมาอ้างก็คือ รัฐธรรมนูญและกฎหมายเคร่งครัดเกินไป ทำให้ทำอะไรไม่สะดวก ติดขัดไปรอบด้าน รัฐบาลจะทำสิ่งใดก็กลัวจะผิดรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยมีตัวอย่างให้เห็นเมื่อไม่นานมานี้ นั่นคือ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การลงนามแถลงการณ์ร่วมของรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ในการสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว ว่าเป็นการทำผิดรัฐธรรมนูญ เพราะการกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นสนธิสัญญา ต้องเสนอให้รัฐสภาพิจารณาอนุมัติ การกระทำของรัฐบาลโดยลำพังจึงเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ นำไปสู่การลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของนาย ปัญหาที่รัฐบาลยกมาเป็นเหตุผลหนึ่งในหลายเหตุผลเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้น ย่อมเป็นเหตุผลที่ไม่มีความชอบธรรมเป็นอย่างยิ่ง เพราะเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ออกภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ก็เพื่อป้องกันมิให้นักการเมืองกระทำผิด และดำเนินการลงโทษเมื่อมีการกระทำผิดเกิดขึ้น ทั้งนี้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ เมื่อเหตุผลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่มีความชอบธรรม การดำเนินการแก้ไขรับธรรมนูญจึงไม่มีความชอบธรรมเป็นอย่างยิ่ง และเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนนั้นย่อมต้องแก้ไขที่ต้นเหตุ นั่นคือ นักการเมืองต้องยึดศีลและธรรมเป็นธงนำในการดำเนินชีวิต โดยจะต้องเคร่งครัดมากว่าประชาชนทั่วไปจึงจะเป็นการดี หากทำได้ ก็ไม่ต้องกังวลว่า กฎหมายจะเคร่งครัดรัดกุมเพียงใด ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะทำผิด เพราะคนที่มีศีลและธรรมนั้น ย่อมระมัดระวังตนในการดำเนินการทุกๆอย่าง สิ่งใดที่ขัดต่อกฎระเบียบของสังคมที่บังคับใช้กับทุกๆคนอย่างเท่าเทียมกัน คนที่มีศีลและธรรมย่อมไม่ละเมิด ดังนั้น จึงไม่ต้องกลัวว่าจะกระทำผิด ทำไมนักการเมืองจึงต้องมีศีลธรรมมากว่าประชาชนทั่วไป นั่นเป็นเพราะนักการเมืองคือผู้ที่อาสาเข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์แห่งส่วนรวมเป็นที่ตั้ง การเข้ามานั้นก็เข้ามาโดยสมัครใจ จะมีใครบังคับก็หาไม่ การเข้ามาทำหน้าที่ของนักการเมืองนั้น สังคมให้สิ่งตอบแทนในรูปแบบต่างๆมากกว่าคนทั่วไปหลายเท่าตัว ทั้งเกียรติยศ ฐานะ ศักดิ์ศรี การยอมรับ รวมถึงค่าตอบแทนแห่งการงานที่มากกว่า ความรับผิดชอบของนักการเมืองคือชะตาชีวิตของประเทศและประชาชน ดังนั้น การที่มีกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดให้ปฏิบัติ ย่อมมีเหตุอันสมควรเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งมิใช่เพียงแต่รัฐธรรมนูญไทยเท่านั้นที่ต้องมีบทบัญญัติเคร่งครัดในเรื่องนี้ รัฐธรรมนูญและกฎหมายในประเทศประชาธิปไตยที่เจริญแล้ว ก็ล้วนแต่เป็นไปในทำนองเดียวกันทั้งสิ้น นักการเมืองก็มีฐานะในลักษณะเดียวกันกับพระภิกษุในพระพุทธศาสนา โดยพระภิกษุมีกฎระเบียบที่เรียกว่าศีลของมากถึง 227 ข้อ ผู้ที่เข้ามาบวชต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพราะการเข้ามาบวชนั้นเป็นการเข้ามาโดยตนเอง ไม่มีใครบีบบังคับ กฎระเบียบ หรือศีลมีเช่นใด พระภิกษุต้องปฏิบัติตามเช่นนั้น การเข้ามาบวชเป็นพระภิกษุย่อมรับรู้เป็นอันดีแล้วว่า จะต้องเจอกับกฎระเบียบอันเคร่งครัดนี้ ดังนั้น เมื่อไม่สามารถที่จะอยู่ในระเบียบคือศีลนี้ได้ ก็ต้องออกไป สำหรับผู้เข้ามาบวชเพื่อปฏิบัติตนอย่างแท้จริง ย่อมไม่มีปัญหาเรื่องความเคร่งครัดของศีลที่มีอยู่ถึง 227 ข้อ และกลับจะเป็นการหนุนส่งให้เกิดความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมเพื่อพัฒนาจิตใจของตนตามจุดมุ่งหมายของการบวชอย่างแท้จริง แต่สำหรับผู้ที่เข้ามาบวชโดยหวังอาศัยสถานภาพพระภิกษุของตนเพื่อแสวงหาผลประโยชน์แล้ว ย่อมเดือดร้อนรำคาญในความเคร่งครัดและหยุมหยิมของศีล ในที่สุดก็นำไปสู่การละเมิดศีล อันเป็นการกระทำผิดที่ร้ายแรงของพระภิกษุสงฆ์ โทษก็คือ ถูกขับออกจากคณะสงฆ์ นักการเมืองที่อาสาเข้ามาทำหน้าที่ผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่ว่าจะเป็น สส.หรือ สว. ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ย่อมอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐธรรมนูญและกฎหมายอันเคร่งครัดโดยเท่าเทียมกัน หากเป็นผู้ที่มีศีลและธรรม มีจริยธรรม ความรับผิดชอบ มีความละอายต่อบาปแล้ว ย่อมไม่มีปัญหาอันใดกับรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เฉกเช่นเดียวกับพระภิกษุที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา หากเป็นคนที่ตั้งใจบวชเรียนจริงๆย่อมไม่มีปัญหาในการปฏิบัติตามศีลทั้ง 227 ข้อแต่อย่างใด แต่ถ้าเข้ามาบวชเพื่อแสวงหาประโยชน์แล้ว ก็ยากที่จะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์นั้นได้ ดังนั้น ปัญหาเรื่องรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกที่รัฐบาลพยายามแก้ไขเพื่อให้สามารถตามความต้องการของตนได้มากขึ้นนั้น หากนักการเมืองมีจิตสำนึกทางจริยธรรม มีศีลและธรรมอยู่แล้ว ก็ย่อมจะไม่อึดอัดกับความเคร่งครัดของกับธรรมนูญหรือกฎหมายใดๆ ดังนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงไม่ใช่เป็นทางออกทีแท้จริง ทางออกที่แท้จริงก็คือ นักการเมืองทุกคนต้องมีจริยธรรม เคารพศีลและปฏิบัติตามธรรม เท่านี้ปัญหาทั้งหลายก็ลดลงแล้ว เพราะนักการเมืองที่มีศีลและธรรมย่อมไม่หวาดกลัวความเคร่งครัดของกฎหมาย เพราะรู้ตัวว่าไม่มีวันที่จะกระทำความผิดอย่างแน่นอน. ๖ สิงหาคม ๒๕๕๑ |