พิมพ์หน้านี้
|
1.เง็กเซียนฮ่องเต้
โกว่ผู้ขยายฟ้าแยกดิน ภาษาจีนกลางเรียกว่า ปันกู กล่าวเล่าว่าในสมัยนั้นมีการเรียกพระเจ้าว่า เง็กอ๊วง เรียกเต็ม ยศว่า เง็กเซียนฮ่องเต้ มีนิทานเล่าว่าหลังจากที่เง็กเซียนฮ่องเต้แยกฟ้าแยกดินแล้ว วันหนึ่งเขาได้พบกับไท้ง้วง บ้อ หรือไท้ง้วงเลียบ้อ เรียกสั้นๆว่า เจ้าแม่หยกหรือเจ้าแม่ทิพย์ แล้วมีอะไรกัน (อย่า! คิดมาก) แล้วก็เกิดซัมอ๊วง หรือเจ้าทั้งสามและโหงวตี่หรือ
ฮ่องเต้นั้นถือกำเนิดเอง บางตำรากล่าวว่ากษัตริย์ อึ๊งตี่ เมื่อตายไปได้เป็นเง็กเซียนฮ่องเต้ มีความคิดหลากหลาย จินตนาการเกี่ยวกับเรื่องนี้ คนเล่น เมื่อเห็นว่าน่ารักดีจึงปั้นเยอะขึ้น ตัวนั้นก็สวย ตัวนี้ก็สวย เธอปั้นจนเหงื่อเธอหยด บังเอิญจริงเหงื่อเจ้า กรรมดั้นหยดบนตุ๊กตาที่เธอปั้น ทำให้ตุ๊กตานั้นมีชีวิตและมีการขอบคุณเจ้าแม่หนี่วาว่าเป็นผู้สร้างตน จึงได้ชื่อว่า เจ้าแม่หนี่ว่าผู้สร้างมนุษย์
สองเริ่มเติบโตก็คิดว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปหลังจากทั้งสองตายไปแล้วโลกอันสวยงามนี้คงไม่มีคนอยู่ดูชม ทั้งสองจึงได้แต่งงานกันเป็นสามีภรรยาและให้กำเนิดมนุษย์ขึ้นมา แต่เนื่องจากการแต่งงานระหว่างพี่น้องเป็น เรื่องที่ผิด ต่อมาหนี่วาจึงห้ามไม่ให้พี่น้องแต่งงานกันอีก เรื่องนี้ก็เลยกลายเป็นต้นกำเนิดของประเพณี
เลียนแบบรูปร่างหน้าตาของตัวเอง หลังจากนั้นก็เป็นผู้สร้างสังคมของมนุษย์ขึ้นมา ยังมีบางตำนานที่เล่าว่าหนี่วา เป็นผู้ที่บูรณะโลกมนุษย์จากผลของการต่อสู้กันของเทพและภัยธรรมชาติต่างๆ บางตำนานก็เล่าว่าหนี่วาเป็น เทพเจ้าแห่งเสียงเพลง มาจนบัดนี้ก็ยังไม่หลักฐานยืนยันลำดับก่อนหลังของตำนานเหล่านี้
เป็นผู้สร้างโลกใหม่หลังเกิดหายนะขึ้นบนโลก ตำนานเล่าว่าหนี่วามีช่วงชีวิตอยู่ตอนที่โลกเพิ่งเกิดขึ้น หนี่วารู้สึก เหงาเพราะไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นอาศัยอยู่บนโลกเลย ดังนั้นจึงคิดที่จะสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมา หมู วันที่ห้าสร้างวัว วันที่หกสร้างม้า และวันที่เจ็ดหนีวาได้ใช้ดินเหลืองผสมกับน้ำปั้นสิ่งมีชีวิตเลียนแบบหน้า
จากนั้นหนี่วาก็สร้างมนุษย์ไปเรื่อยๆ ทีละวันๆ พอสร้างไปได้หลายร้อยตัว หนี่วาจึงรู้สึกว่าวิธีนี้ค่อนข้างช้า หนี่วาจึง คิดหาวิธีใหม่โดยการนำเอาเชือกจุ่มลงในดินโคลน จากนั้นยกขึ้นมาสะบัด เศษโคลนที่หลุดจากเชือกก็ตกลงสู่พื้น แล้วกลายเป็นมนุษย์ ระหว่างพี่น้อง และรู้จักการแต่งงานเป็นสามีภรรยาเพื่อกำเนิดเชื้อสายสืบพันธ์ต่อไป (บางตำนานเล่าว่าหนี่วากับฝูซี แสดงให้ดูเป็นตัวอย่าง)
อับอายจึงเอาหัวโขกไปที่ภูเขาปู้โจว ทำให้ภูเขาปู้โจวพังทลาย ไม่คิดว่าเขาปู้โจวจะเป็นเสาหลักที่ค้ำจุนฟ้าดินอยู่ หลัง จากภูเขาปู้โจวพังทลายลงทำให้ฟ้าดินแปรปรวน ฟ้าเอียงไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ดินเอียงไปทางทิศตะวัน ออกเฉียงใต้ ภูเขาและผืนป่าถูกไฟทำลาย เกิดน้ำท่วมไปทั่วทุกหนแห่ง ปีศาจก็ออกมาทำร้ายผู้คน มนุษย์ประสบ กับภัยพิบัติอันใหญ่หลวง
สามารถทำสำเร็จสมบูรณ์ได้ ฟัาดินยังเอียงอยู่เล็กน้อยทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และดวงดาว เคลื่อนที่ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และน้ำในแม่น้ำไหลไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
ภาษาสันสกฤต ซึ่งมีต้นกำเนิดจากพระสูตรมหายานในอินเดีย และได้ผสมผสานกับความเชื่อพื้นถิ่นดั้งเดิมของจีน คือตำนานเรื่องพระธิดาเมี่ยวซ่าน ก่อให้เกิดเป็นพระโพธิสัตว์กวนอิมในภาคสตรีขึ้น เพื่อแสดงออกถึงความอ่อน โยน และแสดงถึงความเมตตากรุณาให้เด่นชัดยิ่งขึ้นดังเช่นความรักของมารดาที่มีต่อบุตร ซึ่งเป็นการผสมผสาน กลมกลืนทางความเชื่อที่ปราศจากข้อขัดแย้ง เนื่องจากในสัทธรรมปุณฑรีกสูตรได้อธิบายว่า พระอวโลกิเตศวรนั้น สามารถแบ่งภาคเพื่อโปรดสรรพสัตว์ได้มากมายทั้งปางบุรุษและสตรี และเป็นธรรมดาของพระโพธิสัตว์มหายานที่ เมื่อเข้าไปสู่ดินแดนอื่นทั้งทิเบต จีน หรือญี่ปุ่น ย่อมผสมผสานกลมกลืนได้กับเทพท้องถิ่นนั้น ๆ อย่างในกรณีพระ อวโลกิเตศวรนี้ Sir Charles Eliot ได้ตั้งข้อสังเกตว่า "คงเนื่องมาจากความสับสนทางความคิดของชาวจีนในยุคนั้น ซึ่งบูชาเทพเจ้าต่างๆ ของตนอยู่แล้ว และเมี่ยวซ่านก็เป็นเทพวีรชนดั้งเดิมอยู่ก่อน พออารยธรรมพระโพธิสัตว์จาก อินเดียแผ่เข้าไปถึง ได้เกิดการผสานทางวัฒนธรรมเปลี่ยนชื่อเสียงคงไว้เพียงแต่คุณลักษณะต่าง ๆ พอให้แยก ออกว่าเป็นพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์"
โลกมนุษย์เพื่อมาช่วยปลดเปลื้องทุกข์ภัยแก่มวลมนุษย์ เป็นราชธิดาองค์สุดท้ายของกษัตริย์ เมี่ยวจวง ซึ่งมีราชธิดา 3 องค์ องค์โตชื่อ เมี่ยวอิม องค์รองชื่อ เมี่ยวหยวน เยาว์วัยเป็นพุทธมามกะ รู้แจ้งในหลักธรรมลึกซึ้ง ตั้งพระทัย แน่วแน่จะบำเพ็ญภาวนา เพื่อหลุดพ้นสังสารวัฏ ออกบวชวันที่ 19 เดือน 9 พระเจ้าเมี่ยวจวงไม่เห็นด้วย จะบังคับ ให้เลือกราชบุตรเขย เพื่อจะได้สืบทอดราชบัลลังก์ต่อไป แต่เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านไม่สนพระทัยเรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ อันจอมปลอม แม้จะถูกพระบิดาดุด่าอย่างไร องค์หญิงก็ไม่เคยนึกโกรธเคืองแต่อย่างใด
ความตั้งใจ แต่ก็มีเหล่ารุกขเทวดามาช่วยทำแทนให้ทั้งหมด พระบิดาเมื่อเห็นว่าไม่ได้ผล จึงรับสั่งให้หัวหน้าแม่ชี นำองค์หญิงสามไปอยู่ที่วัดนกยูงขาว และให้เอางานของแม่ชีทั้งวัดมอบให้องค์หญิงทำคนเดียว แต่องค์หญิงมี พระทัยเด็ดเดี่ยว ไม่เกี่ยงงานการต่างๆ ก็มีเหล่าเทพารักษ์มาช่วยทำแทนให้อีก พระเจ้าเมี่ยวจวงเข้าพระทัยว่า พวกแม่ชีไม่กล้าเคี่ยวเข็ญใช้งานหนัก ก็ยิ่งทรงกริ้วหนักขึ้น สั่งให้ทหารเผาวัดนกยูงขาวจนวอดเป็นจุณไป พร้อม กับพวกแม่ชีทั้งวัด มีแต่เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านเท่านั้นที่ปลอดภัยรอดชีวิตมาได้
เนรมิตทองทิพย์เป็นเกราะห่อหุ้มตัว คมดาบของนายทหารจึงไม่อาจระคายพระวรกาย ดาบหักถึง 3 ครั้ง 3 ครา พระ บิดาทรงกริ้วยิ่งนัก โดยเข้าพระทัยว่านายทหารไม่กล้าประหารจริง จึงให้ประหารนายทหารแทน แล้วรับสั่งให้จับ เจ้าหญิงไปแขวนคอ ทว่าผ้าแพรที่แขวนคอก็ขาดสะบั้นลงอีก
แปลงร่างเป็นชายชรามาโปรดเจ้าหญิง ชี้แนะเคล็ดวิธีการบำเพ็ญเพียรเครื่องดับทุกข์ จนสามารถบรรลุมรรคผล สำเร็จธรรม วันที่ 19 เดือน 6 ข้างฝ่ายพระบิดาเข้าพระทัยว่า เจ้าหญิงถูกเสือคาบไปกินเสียแล้ว จึงไม่ได้ติดใจตาม ราวีอีก ได้ทรงทราบด้วยญาณวิถีว่า พระบิดากำลังประสบเคราะห์กรรมอย่างหนัก ด้วยความกตัญญูกตเวทีเป็นเลิศ มิได้ถือ โทษโกรธการกระทำพระบิดาแม้แต่น้อย ทรงได้สละดวงตาและแขนสองข้าง เพื่อรักษาพระบิดาจนหายจากโรคร้าย ว่ากันว่า ภายหลังสำเร็จอรหันต์ ได้ดวงตาและพระกรคืน เคยแสดงปาฏิหารย์เป็นปางกวนอิมพันมือ องค์หญิงเมี่ยว ซ่านนั้น ตอนแรกเป็นชาวพุทธ ตอนหลังเทพไท่ไป๋ได้มาโปรด ชี้แนะหนทางดับทุกข์ เหตุนี้พระโพธิสัตว์กวนอิมจึง เป็นเทพทั้งฝ่ายพุทธและฝ่ายเต๋าในเวลาเดียวกัน
บุตรครึ่งเทพครึ่งอสูร ได้รับบัญชาจากเง็กเซียนฮ่องเต้ให้ช่วยลงมาดูแลเรื่องไฟบนโลก ท่านได้มาเกิดบนโลกชื่อ ว่า ตั้งลี่ เป็นผู้ที่ริเริ่มให้คนบูชาเทพแห่งไฟ จากตำนานนั้นมีทั้งภาคที่เป็นคนและเป็นเทพ มีอยู่ครั้งหนึ่งชาวบ้าน เห็นปีศาจมาอาละวาดตอนกลางคืน ได้ไปแจ้งเรื่องนี้กับตั้งลี่ โยนไล่ปีศาจไป
แลัว วันดีคืนดี (คืนร้ายมากกว่า)สวรรค์เกิดตกลงมาทำให้นำท่วมโลก เดือดร้อนถึงหนี่ว่าต้องช่วยเจาะโลกให้น้ำ ไหลออกไป ส่วนสวรรค์ที่หล่นลงมานั้นมี หลุม ที่ใหญ่มาก หนี่วาได้ช่วยเรียกนกที่รับจ้างซ่อมไปช่วยซ่อม และให้ เต่ามาซ้อนกันจนเป็นเสาสูง ๔ ต้นใช้ค้ำสวรรค์ เง็กเซียนฮ่องเต้เห็นว่าควรมีใครมาดูเลพวกเต่าพวกนี้ จึงสั่งให้ กิมกังลักสือมาดูและเสาทั้ง ๔ ต้นนี้ แทน กิมกังลักสือ พร้อมกับตีกลองเพื่อไล่โรคร้าย
ธรรมเนียมคนแต้จิ๋วทางตอนใต้ของจีน จะนิยมไหว้และคนจีนในคนไทยส่วนใหญ่เป็นคนจีนซะด้วย
บันทึกว่ามีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์เหนือใต้ ในวังจะมีการตกแต่งดอกไม้และเกมส์สนุกๆคือ การแข่งร้อยไหมเข้ารู เข็ม700เล่ม!! ล้อเล่นนะแค่7เล่มก็จะทิ่มมือแล้ว มีการจัดวางจานผลไม้น่าอร่อยอาย่อย ชวนเทพธิดาทอผ้ามารับ เครื่องเซ่นไหว้ และอวยพรให้สาวๆมีนิ้วที่คล่องแคล่วและสวยงามปักผ้าได้เร็ว แต่ๆๆๆๆ ในสมัยราชวงศ์เช็ง ณ ราชวังปักกิ่ง มีการจัดของไหว้ 49 อย่างที่อุทธยาน เพื่อไหว้หนุ่มเลี้ยงวัวกับเทพธิดาทอผ้า ผู้เป็นเจ้าตำนานความรัก ในวันที่7 เดือน 7 เจ้าพนักงานวังต้องนำโต๊ะไหว้บรรพบุรุษเพื่อให้ฮ่องเต้และฮ่องเฮ้าได้ไหว้ต่อมาช่วงปลายๆ ราชวงศ์ มีการเพิ่มพิธีกรรมสวดมนต์ประกอบพิธีกรรมและมโหรี10ชิ้น เล่นงิ้วเรื่องหนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า เฮ้อ! เหนื่อย
ของเจ็ดนางฟ้า เป็นถึงธิดาของเง็กเซียนฮ่องเต้ ทรงเล็งเห็นด้วยทิพยเนตร เห็นว่าชายผู้นี้เป็นคนดี ซื่อสัตย์ กตัญญู ขยันหมั่นเพียร นางเลยรักผู้ชายคนนี้เต็มหัวใจ โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่าง ได้ลงมาอยู่กินกันแบบฉัน สามีภรรยา นางทำงานทอผ้าส่วนสามีทำนาเลี้ยงวัววันหนึ่ง
ยินยอมให้นางได้พบกันปี ละครั้งในวันที่7เดือน7 |
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||