พิมพ์หน้านี้
|
AQ: พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ท่านคิดว่าความยากลำบากมีประโยชน์บ้างหรือไม่ คมคิด: ท้อเป็นถ่าน ผ่านเป็นเพชร ถ้าไม่ได้เธอ งานนี้คงส่งให้ลูกค้าไม่ทัน ขอบคุณมาก วรรณฤดีชื่นชมสมปองในความรับผิดชอบยินดีทำงานตลอดคืนยังรุ่ง ผมดีใจด้วยที่คุณมีทีมงานที่อดทน พากเพียร ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ยุทธศักดิ์กล่าวแสดงความยินดี ผมคิดว่าเขาจะก้าวหน้าประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างมากในอนาคต คุณธรรมในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสอนให้เรารู้จัก อดทน พากเพียร ซึ่งจะทำให้เราฝ่าฟันอุปสรรคปัญหาจนมีชัยชนะและประสบความสำเร็จได้ ซึ่งในทางจิตวิทยาเรียกว่าเป็นคนที่มี เอคิว (AQ) เอคิวหรือความฉลาดในการฝ่าวิกฤต (AQ: Adversity Quotient) เป็นปัจจัยที่กำหนดความสำเร็จที่ยั่งยืนร่วมกันกับไอคิวและอีคิว (IQ & EQ) โดยประสานทุนทางปัญญาและทุนทางจิตวิทยาในการเผชิญปัญหาอุปสรรคที่ยุ่งยากซับซ้อน นักบริหารสมัยใหม่ที่มี AQ สูงอาจเปรียบได้กับนักปีนเขา (Climber) ที่ประกอบด้วย CORE ได้แก่ Control มีความเชื่อมั่นตนเองในการควบคุมจัดการกับปัญหา Origin มีการค้นหาต้นเหตุของปัญหาตามข้อเท็จจริงโดยไม่ใช่แต่เพียงจับผิดกล่าวโทษผู้อื่น Ownershipมีความรับผิดชอบต่อปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น ไม่ผลักภาระแม้ไม่ใช่หน้าที่ของตนโดยตรงก็ยินดีให้ความช่วยเหลือ Reach มีการบริหารจัดการผลกระทบไม่ให้ลุกลามใหญ่โต Enduranceมีความอดทนพากเพียรท่ามกลางปัญหาและยุติปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ท่านมีสิ่งนี้มากน้อยเพียงใด มาสำรวจผ่านดัชนีการบริหารด้วยกัน ดัชนีการบริหาร ในช่วงที่ผ่านมา เมื่อเผชิญปัญหาอุปสรรคต่างๆ ท่านตอบสนองอย่างไร กรุณากาเครื่องหมาย √หน้าข้อที่เห็นว่าตรงกับตัวท่าน □ หากฉันเสนออะไรไป ที่ประชุมไม่ตอบสนองข้อเสนอของฉัน ฉันก็เลยเข้าเกียร์ว่าง □ หากฉันต้องถูกย้ายงานเพื่อจะไม่ต้องถูกไล่ออก ฉันคิดว่าคงมีใครกลั่นแกล้ง เพราะฉันก็ทำงานดีมาตลอด □ หากฉันถูกเปลี่ยนจากหัวหน้ามาเป็นผู้ช่วยในงานสำคัญชิ้นหนึ่ง ฉันจะรู้สึกไม่พอใจและไม่อยากเข้าไปช่วยทำอะไรกับงานนั้นอีก ข้อเสนอแนะ : หากท่านได้กาเครื่องหมาย √ในข้อใดข้อหนึ่ง อาจใช้ ทักษะมองโลกในแง่ดี ช่วยได้ ทักษะมองโลกในแง่ดี (Optimism) ทักษะนี้เป็นวิธีสร้างความคาดหวังเชิงบวกต่อสถานการณ์ต่างๆว่าจะได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ โดยการปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีรับมือกับปัญหา ซึ่งจะช่วยให้คิดอย่างสมจริงในทางบวกและเสริมสร้างขวัญกำลังใจในการทำงานต่อสู้ปัญหาอย่างมีน้ำอดน้ำทนต่อไปได้จนมีชัยชนะ อุปมาดั่งนักไต่เขาที่ ไม่ใช่คนขี้แพ้ (Quitter) ที่ไม่กล้าแม้จะเริ่มต้น ไม่ใช่นักตั้งแคมป์ (Camper) ที่เลิกรากลางคันเมื่อเจอความยากลำบาก แต่เป็นนักปีนเขา(Climber) ที่มีความอดทนและมีความรู้สึกเป็นเจ้าของต่องานและเป้าหมายอย่างมาก ไม่เสร็จไม่เลิกรา เรียกได้ว่ามีความฉลาดในการฝ่าวิกฤต (Adversity Quotient) อันนำมาซึ่งความสำเร็จในที่สุด ดังโมเดลนักไต่เขา 3 ประเภท ทักษะนี้ประกอบด้วยวิธีมองปัญหา 5 มุมมองซึ่งย่อเป็น ISCAT ดังคำอธิบายต่อไปนี้
<---ปัจจัยเอื้อ: การมองโลกในแง่ดี ความรับผิดชอบ ความพากเพียร---> ขอยกกรณี ยอดขายสินค้าของบริษัทไม่ได้ตามเป้าติดต่อกัน 2 ไตรมาส 1. Impact view มองผลกระทบ เป็นการมองว่ายังดีที่ผลกระทบไม่รุนแรงมากกว่านี้ โดยคิดเชิงเปรียบเทียบกับคนอื่นๆโดยรวมว่าคนที่ทำธุรกิจคล้ายกับเราเขาเป็นอย่างไร และมองไปที่สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่เคยเกิดขึ้นที่รุนแรงกว่าเรา ซึ่งจะช่วยให้คิดเชิงบวกได้เพิ่มขึ้น เช่น แม้ยอดขายจะไม่ได้ตามเป้า แต่ก็ยังดีนะที่ไม่ถึงกับขาดทุน ไม่ถึงกับต้องปิดกิจการไปเหมือนบางแห่ง ทำให้รู้สึกมีกำลังใจกลับคืนมา 2. Support view มองหาการสนับสนุน เป็นการมองว่าฉันยังมีแหล่งช่วยเหลือสนับสนุนอื่นๆอีกนอกเหนือจากทรัพยากรภายในบริษัท เพื่อประสานพลังในการแก้ไขปัญหา เช่น พันธมิตรธุรกิจ เครือข่ายหน่วยงานภาครัฐที่ให้การสนับสนุน เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว และช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ หรือเกินกำลังเรา ก็ยังมีคนหรือหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือ และเพิ่มความเชื่อมั่นว่าจะฝ่าวิกฤตนี้ไปได้ ไม่วิตกกังวลอยู่แต่ลำพัง 3. Control view มองการควบคุม เป็นการมองว่าฉันยังสามารถทำบางสิ่งเพื่อคลี่คลายปัญหาได้ แม้ไม่ทั้งหมดก็ตาม เป็นการกลับมาทบทวนว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่เรากำกับควบคุมได้ ให้รีบลงมือแก้ไขปรับปรุงในส่วนนั้น อย่าปล่อยเวลาไปกับการสงสารตัวเองซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น โดยให้คิดและพูดเชิงบวกเข้าไว้ เช่น แทนที่จะพูดว่า มันยากเกินไป ฉันคงทำไม่ได้ ก็ให้พูดว่า แม้มันจะยาก แต่ก็มีบางอย่างที่ฉันสามารถทำได้ ซึ่งจะช่วยให้คลี่คลายปัญหาในทางสร้างสรรค์ทีละเล็กละน้อย ในที่สุดก็เอาชนะปัญหาใหญ่ๆได้ 4. Advantage view มองหาข้อดี เป็นการมองว่ายังมีสิ่งดีบางอย่างแฝงอยู่ในปัญหาที่เผชิญอยู่ โดยเริ่มค้นหาสิ่งดีๆ ที่มาพร้อมกับปัญหา แม้เราอาจจะไม่สามารถทำอะไรได้มากนักกับปัญหา แต่อย่างน้อยก็ได้เรียนรู้บางอย่างผ่านปัญหานี้ โดยเริ่มต้นถามตนเองว่า เหตุการณ์นี้สอนอะไรเรา, หากย้อนเวลากลับไปได้เราจะทำอะไรที่ต่างไปจากเดิม; เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ จะทำอย่างไร ปัญหาอุปสรรคนี้ฝึกฝนอะไรในชีวิตเรา เป็นต้น ซึ่งจะแปลงวิกฤตเป็นทุนทางปัญญาได้อีกทางหนึ่ง 5. Time view มองถึงเวลาสิ้นสุด เป็นการมองว่าปัญหามีเวลาเริ่มก็มีเวลาสิ้นสุด โดยมองย้อนอดีตที่ผ่านมา นึกถึงช่วงที่บริษัทเราเคยตกต่ำ ช่วงที่เงียบๆ ทรงๆ ช่วงที่ฝ่าวิกฤตมาด้วยกัน และช่วงที่เจริญเติบโตอย่างมาก ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจสัจธรรมของชีวิตและการทำงานว่า มีวาระสำหรับทุกสิ่ง มีวาระหัวเราะ มีวาระร้องไห้ มีวาระที่ขายได้น้อย และมีวาระที่ขายได้มาก ซึ่งจะช่วยให้เราปรับความคาดหวังลงให้สมจริง และตระหนักว่ายามที่มืดมิดที่สุด ก็ใกล้สว่างมากที่สุดด้วย อันก่อให้เกิดขวัญและกำลังใจในการยืนหยัดต่อไป ปัญหาอุปสรรคล่าสุด ท่านคิดว่ามีสิ่งดีอะไรแฝงอยู่บ้าง?
|
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||