พิมพ์หน้านี้
|
ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอบคำถามเรื่องธรรมเนียมการยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงหนัง ในเมล์ลิสต์ของนักวิชาการและนักกิจกรรมกลุ่มหนึ่ง ดังนี้ ต่อคำถามที่ว่าธรรมเนียมการยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงหนัง มีมาแต่เมื่อไร และมีขึ้นเพราะเหตุใดนั้น ขอตอบว่าธรรมเนียมนี้สยามประเทศ (ไทย) ลอกเลียนมาจากอังกฤษ เมื่อประมาณเกือบ 1 ร้อยปีมาแล้ว กล่าวคือเมื่อประมาณทศวรรษ 1910 เมื่อเริ่มต้นมีโรงหนังนั้น เมื่อฉายหนังจบ อังกฤษก็ให้มีการฉายพระฉายาลักษณ์ของคิงยอร์ชแล้วก็ให้บรรเลงเพลง God Save the King ธรรมเนียมนี้เกิดขึ้นในยุคสมัยที่อังกฤษต้องการปลุกระดมลัทธิชาตินิยมและความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ ตามคำขวัญว่า God, King, and Country สมัยนั้น อังกฤษต้องต่อสู้กับเยอรมนีและอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 กษัตริย์อังกฤษ ต้องทำตนให้เหมือนเป็นอังกฤษแท้ๆ ต้องเปลี่ยนนามราชวงศ์ที่ฟังดูเป็นเยอรมันคือ "ฮันโนเวอร์" ให้ฟังดูเป็นอังกฤษ คือ "วินเซอร์" ธรรมเนียมนี้ปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัดในเมืองแม่และถูกนำไปใช้บังคับในอาณานิคมทั่วโลกด้วย ไม่ว่าจะเป็นในอินเดีย สิงคโปร์ มลายา และพม่า ธรรมเนียมดังกล่าว ตกทอดมาจนถึงตอนต้นๆ ของรัชสมัยควีนอลิซาเบธ แต่ปัจจุบันนี้ อังกฤษได้ยกเลิกไปแล้วเพราะเมื่อประมาณปลายทศวรรษ 1950 กับต้นทศวรรษ 1960 บรรดานักศึกษาชั้นนำของทั้งออกซฟอร์ดและเคมบริดจ์ เริ่มประท้วงไม่ยอมยืนเคารพ แถมยังเดินออกจากโรงหนังเมื่อหนังจบอีกด้วย ร้อนถึงเจ้าหน้าที่และเจ้าของโรงหนังต้องแก้ไขด้วยย้ายการบรรเลงเพลงสรรเสริญ/การฉายภาพมาไว้ก่อนหนังฉายแต่ก็ไม่ได้ผล ตกลงเลยต้องยกเลิกธรรมเนียมนี้ไปเมื่อประมาณ 30 หรือ 40 ปีมานี้เอง สำหรับสยามประเทศ (ไทย) ของเรา ก็ได้ลอกเลียนธรรมเนียมนี้มาจากอังกฤษโดยบรรดา "พวกหัวนอก/นักเรียนอังกฤษ" กับ "เจ้าของโรงหนัง" แต่เดิมก็บรรเลงเพลง/ฉายภาพเมื่อหนังเลิกส่วนก่อนหนังฉายก็มักจะมีโฆษณาสินค้าแต่เมื่อสักประมาณทศวรรษ 1970 ได้ดัดแปลงธรรมเนียมนี้ใหม่คือ ย้ายการเปิดเพลง "ข้าวรฯ" มาไว้ตอนก่อนหนังฉายกระทั่งทุกวันนี้ เข้าใจว่าในปัจจุบัน ธรรมเนียมดังกล่าวถูกยกเลิกไปหมดแล้วในประเทศในยุโรป รวมทั้งก็ได้ยกเลิกไปจากโรงหนังในอดีตอาณานิคมทั้งหลายเช่นกัน ---------------------------------------------------------------------------------------------
สืบเนื่องจากกรณีที่นายนวมินทร์ วิทยกุล อายุ 40 ปี ฟ้องนายโชติศักดิ์ อ่อนสูง และนางสาวชุติมา เพ็ญภาค เนื่องจากทั้งคู่ไม่ได้ยืนขึ้น เมื่อมีการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งว่า หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี) ซึ่ง นายโชติศักดิ์ อ่อนสูง และเพื่อน มีกำหนดจะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหา ที่ สน.ปทุมวันในเวลา 13.30น. วันนี้ (22 เม.ย.) ล่าสุด (22 เม.ย.) เมื่อเวลาประมาณ 13.15น. ที่หน้า สน.ปทุมวัน นายโชติศักดิ์ อ่อนสูง ให้สัมภาษณ์ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้โทรศัพท์ติดต่อมายังทนายของเขา เพื่อขอเลื่อนการรับทราบข้อกล่าวหาจากเวลา 13.30น. เป็นเวลา 16.30น. วันเดียวกัน จากนั้น นายโชติศักดิ์ ได้อ่านแถลงการณ์ (อ่านฉบับเต็มที่ด้านล่าง) โดยยืนยันว่า การที่ไม่ยืนนั้น ไม่ได้มีเจตนาที่จะหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แต่อย่างใด การกระทำที่แตกต่างกัน เช่น การยืนและไม่ยืนเมื่อมีการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีไม่ได้เป็นปัญหา แต่การไม่เคารพสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น การไม่เคารพความแตกต่างด้วยการทำร้ายร่างกายหรือฟ้องร้องด้วยกฎหมายครอบจักรวาลต่างหากที่เป็นปัญหา นายโชติศักดิ์ กล่าว เขากล่าวว่า คดีนี้ไม่ใช่คดีธรรมดา ข้อกล่าวหาลักษณะนี้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองจำนวนมาก กลุ่มการเมืองทุกกลุ่มก็ล้วนแต่หยิบกฎหมายนี้มาใช้เพื่อโจมตีกัน บางครั้งคนธรรมดาอย่างเขาก็โดนไปด้วย และยังมีการตีความตัวกฎหมายกว้างออกไปเรื่อยๆ ด้วย จึงได้ตัดสินทำการรณรงค์แคมเปญ ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากร เห็นต่างไม่ใช่อาชญากรรม ขึ้น โดยหวังว่า จะทำให้การไม่ยืนเป็นสิ่งที่ทำได้โดยไม่ถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ส่วนกรณีที่นายโชติศักดิ์ และเพื่อนได้แจ้งความกับนายนวมินทร์ วิทยกุล คนละ 4 ข้อหา ได้แก่ 1.ดูหมิ่นซึ่งหน้า 2.ร่วมกันทำร้ายร่างกาย 3.ทำให้เสียทรัพย์ 4.ร่วมกันบังคับข่มขืนใจให้กระทำ หรือไม่กระทำการ นั้น นายโชติศักดิ์กล่าวว่า ไม่ทราบความคืบหน้าของคดี เนื่องจากหลังจากตรวจร่างกายหลังจากวันเกิดเหตุหนึ่งวัน (21 ก.ย.50) และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เรียกไปสอบปากคำ 1 ครั้ง หลังจากนั้นก็ไม่ได้รับการติดต่อใดๆ อีก ต่อมาเวลาประมาณ 16.20น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พานายโชติศักดิ์และเพื่อนไปที่ชั้นสองของ สน.ปทุมวัน และไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้าร่วม โดยให้เหตุผลว่า เป็นการสอบปากคำ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า ทางตำรวจจะไม่แถลงข่าวเกี่ยวกับคดีนี้
อนึ่ง ที่เว็บไซต์ http://www.petitiononline.com/Chotisak/petition.html มีการเขียนข้อความให้กำลังใจนายโชติศักดิ์และเพื่อน โดยระบุว่า ขอให้กำลังใจนายโชติศักดิ์ และเพื่อนในการต่อสู้คดีให้ถึงที่สุด และไม่เห็นด้วยกับการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ปิดกั้นการแสดงออกของบุคคล ประหนึ่งว่าคนเหล่านั้นเป็นอาชญากร ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงกับผู้ที่มีความคิดเห็น หรืออุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน ไม่ว่าความคิดหรืออุดมการณ์ทางการเมืองดังกล่าว จะเป็นอย่างไรก็ตาม เพราะเชื่อว่า ความคิดเห็นหรืออุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันไม่ใช่อาชญากรรม แต่เป็นความงดงามของระบอบประชาธิปไตยที่ต้องรักษาไว้ โดยขณะนี้มีผู้ลงชื่อร่วมให้กำลังใจจำนวน 100 กว่ารายชื่อ แถลงการณ์ ตามที่มีผู้ไปแจ้งความกล่าวหาว่าผมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี) เนื่องจากผมไม่ยืนเมื่อมีการบรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีนั้น 1.ผมขอยืนยันว่าสิ่งที่ผมทำไปไม่ได้มีเจตนาที่จะหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แต่อย่างใด 2.ผมขอยืนยันว่าเพียงการนั่งอย่างสงบเมื่อมีการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีไม่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แต่อย่างใด 3.ผมขอยืนยันว่าการยืน/ หรือไม่ยืนเมื่อมีการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นสิทธิที่ประชาชนพึงจะเลือกได้ ตามแต่ความคิด/ ความเชื่อ/ ความศรัทธาของแต่ละบุคคล ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 4 และมาตรา 28 ได้บัญญัติรับรองไว้ 4.ผมเห็นว่าควรยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 เพราะ 1)ได้มีการนำกฎหมายมาตรานี้มาใช้เพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับผม ซึ่งแม้ว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 29 จะอนุญาตให้มีกฎหมายที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้ แต่รัฐธรรมนูญก็ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้ ดังนั้น หากมีกฎหมายอื่นใดที่มีลักษณะจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน แต่เป็นการนอกเหนือที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้หรือโดยไม่จำเป็น หรือกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพ กฎหมายนั้นย่อมใช้บังคับไม่ได้ เนื่องจาก รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ 2)ได้มีบุคคลหลายกลุ่มหลายพวกนำกฎหมายมาตรานี้ไปเป็นเครื่องมือเพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้าม/ คู่แข่งทางการเมือง และโดยไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ซ้ำการตีความกฎหมายก็กว้างไกลออกไปเรื่อยๆ (ทั้งที่เป็นที่ยอมรับกันในแวดวงกฎหมายว่ากฎหมายอาญาจะต้องตีความกันตามตัวอักษร) จนดูเหมือนกับว่าอะไรๆ ก็หมิ่นพระบรมเดชานุภาพไปหมด 5.ผมเห็นว่าการกระทำที่แตกต่างกัน เช่น การยืนและไม่ยืนเมื่อมีการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีไม่ได้เป็นปัญหา แต่การไม่เคารพสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น การไม่เคารพความแตกต่างด้วยการทำร้ายร่างกาย หรือฟ้องร้องด้วยกฎหมายครอบจักรวาลต่างหากที่เป็นปัญหา ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากร เห็นต่างไม่ใช่อาชญากรรม โชติศักดิ์ อ่อนสูง 22 เมษายน 2551 แถลง ณ หน้าสถานีตำรวจ ข่าวจาก : ประชาไท
เรื่องมันมีอยู่ว่า
เมื่อวาน (20 กันยายน 2550) ผมและเพื่อนชื่อชุติมาได้เข้าไปดูหนังที่ชั้น 9 เซ็นทรัลเวิร์ล (หนังรอบ 19.15 น. แต่ผมเข้าโรงประมาณ 19.30 น.) และเมื่อถึงเพลงสรรเสริผมและเพื่อนก็ไม่ได้ยืน (แต่นั่งด้วยความสงบ และได้หยุดรับประทานขนมและน้ำ) ซึ่งผมและเพื่อนปฏิบัติเช่นนี้มานานแล้ว ปรากฏว่าผม (คนเดียว)ถูกปาด้วยกระดาษที่ขยำเป็นก้อนขนาดเล็กกว่าลุกเท็นนิสถูกบริเวณต้นคอ ซึ่งผมก็ไม่ได้ทำอะไรเพราะเคยเจอแบบนี้มาแล้ว 1-2 ครั้ง ต่อมาเมื่อเพลงเล่นไปประมาณกลางเพลงชายคนหนึ่งที่นั่ง (ตอนนั้นเขายืน) อยู่ถัดเพื่อนผมไปทางซ้ายมือ 2-3 ที่นั่ง ทราบชื่อภายหลังว่าชื่อนายนวมินทร์ หันบอกให้ผมและเพื่อนลุกขึ้นยืนโดยเขาพูดเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งผมและเพื่อนก็ไม่ได้สนใจเขาจนเพลงจบชายคนนั้นจึงเดินไปตามพนักงานโรงหนังมา (ทราบเพียงชื่อเล่นว่า นิค) และบอกให้พนักงานคนดังกล่าวเชิผมและเพื่อนออกไป พนักงงานจึงบอกกับเขาว่า "พี่ใจเย็นๆ" และผมได้บอกกับพนักงานว่า "ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมทำไม่ผิด แต่ต่อให้ผิดโรงหนังก็ไม่ต้องกลัวเดือดร้อน เพราะไม่เกี่ยวกับโรงหนัง" หลังจากนั้นพนักงานก็ถอยไปยืนบริเวณทางเดินด้านข้าง ชายคนนั้นจึงลุกขึ้นยืนแล้วกรีดร้องและเริ่มด่าผมและเพื่อน เช่น ทุเรศ , ทำไมไม่รักในหลวง เป็นคนไทยซะเปล่า ขนาดฝรั่งยังยืนเลย พร้อมกับไล่ผมและเพื่อนให้ออกไปจากโรงด้วยอาการที่เกรี้ยวกราด ซึ่งระหว่างนั้นเขามีม้วนกระดาษอยู่ในมือและใช้มันชี้หน้าเพื่อนของผมอยู่ตลอดเวลา และเมื่อเขาพูดจบ (รอบแรก) คนอื่นๆในโรงก็ปรบมือให้กับเขาหลังจากนั้นชายคนนั้นก็เดินเขามาด่าเพื่อผมอีกครั้ง เพื่อนผมจึงตอบไปว่า "เงียบหน่อยค่ะ" และผมพูดว่า "ถ้าพี่มีปัหาพี่ก็ออกไป ผมนั่งสบายดีไม่มีปัหา และผมจะไม่ออกไปเพราะผมจะดูหนัง" หลังจากนั้นชายคนนั้นชายคนนั้นก็เดินเข้ามาด่าผมและเพื่อนอีกครั้ง และได้ขว้างม้วนกระดาษในมือมาโดนบริเวณหน้าอกของเพื่อนผม พร้อมชี้นิ้วมาที่หน้าเพื่อนผมในระยะห่างประมาณ 2 คืบ พร้อมกับกระชากกล่อง ็อปคอนในมือเพื่อนผม แล้วสาดมันใส่ผมและเพื่อน แล้วขว้างกล่องป็อบคอนโดนเพื่อนผมและกระเด็นมาโดนผมด้วย แล้วปัดแก้วน้ำอัดลมที่วางอยู่ที่ที่วางแขนจนตกแตก ซึ่งในขณะนั้นคนอื่นๆในโรงก็เริ่มด่าและไล่ผมและเพื่อนผมและเพื่อนจึงยืนขึ้น และผมได้โทรไปที่ 191 ทันที และเดินคุยโทรศัพท์กับตำรวจจนออกมานอกโรง ระหว่างที่เดินออกจากโรง ผมเดินผ่านหน้าชายคนนั้น เขาได้ชี้มาที่เสื้อผม แล้วด่าว่า " ใส่เสื้อบ้าอะไร" *เมื่อออกมานอกโรงหนัง ผมกับเพื่อนรอจนพบกับตำรวจ และบอกกับตำรวจว่าจะรอคู่กรณี เพราะกลัวเขาหนีไป พอหนังจบ คนดูทั้งหมดออกมาตรงประตุทางออก ผมกับเพื่อนได้เข้าไปในโรงหนังอีกครั้ง โดยตั้งใจจะเข้าไปถ่ายรูปสถานที่เกิดเหตุ แต่ยังไม่ทันไดถ่าย ผู้จัดการโรงหนังได้เข้ามาบอกว่าไม่อนุาติให้ถ่ายรูปในโรง เพราะเป็นกฎ ถ้าจะถ่ายต้องทพเรื่องมา ผมจึงขอให้ตำรวจที่ตามเข้าไป มาดูที่เกิดเหตุแทนหลังจากนั้นผมออกไปนอกดรงหนัง พบคู่กรณีและคนดูคนอื่นๆ ยืนรวมกันอยู่กับตำรวจอีกนาย ผมจึงเดินทางไป สน.ปทุมวัน และคุ่กรณีได้ตามมาทีหลังเมื่อถึง สน. ตำรวจได้ให้ผมและลงบันทึกประจำวันและได้ทำเรื่องส่งผมไปตรวจร่างกายที่ รพ.ตำรวจ (ตำรวจบอกว่ามันเป็นขั้นตอนของทางการ) โดยทางร้อยเวรได้นัดผมไปแจ้งความและสอบปากคำเมื่อบ่ายวันนี้ (21 กันยายน) ส่วนหมอที่ รพ.ตำรวจ ได้นัดผมมาฟังผลเมื่อเช้าวันนี้เมื่อเช้าผมจึงไปฟังผลที่ รพ.ตำรวจ และกลับมาที่ สน .ตอนบ่ายระหว่างรอตำรวจเจ้าของคดีเล่าให้ผมฟังว่า " คู่กรณีจะแจ้งความกับเพื่อนในข้อหา ' หมิ่นพระบรมฯ' ถ้าผมกับเพื่อนจำดำเนินคดีคุ่กรณี" ( ดังนั้นเท่าที่ผมทราบล่าสุดคือ ผมและเพื่อนยังไม่ถูกแจ้งข้อหาหมิ่พระบรมฯ )
ส่วนของเพื่อนผมมี
YPD coppy มาจาก : http://silance-mobius.blogspot.com/2007/11/blog-post_24.html |
| CAMP | ||
Democracy Camp |
||
|
View All |
||
| Internacional | ||
all |
||
|
View All |
||
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||